WINDOWS PHONE 8 การกลับมาอีกครั้งของโนเกีย

WINDOWS PHONE 8 การกลับมาอีกครั้งของโนเกีย

นับเป็นเวลากว่า 3 ปีที่วงการสมาร์ทโฟนมีการขับเคี่ยวกันของ 2ขั้วอำนาจใหญ่ ที่เปรียบเสมือนผู้ควบคุมชะตา และคอยกำหนดทิศทางการเดินในโลกของสมาร์ทโฟนอยู่ตลอดเวลา นั่นคือ แอนดรอยด์ และไอโอเอส

ด้านแอนดรอยด์ ถ้าเปรียบรูปมวยแล้วยังเป็นรองไอโอเอสอยู่หลายขุม ด้วยตัวระบบปฏิบัติการที่ต้องพึ่งพลังของฮาร์ดแวร์มากเกินไป ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ยังไม่ราบรื่นเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไอโอเอส และเมื่อ 2 ขั้วอำนาจใหญ่เริ่มไม่มีการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ออกมา นี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุด ที่ขั้วอำนาจที่ 3 จะได้โอกาสทองสำหรับการพาตัวเองเฉิดฉายไปพร้อมกับการช่วงชิงความเป็นใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟนเสียที และนี่คือเวลาของ โดวส์โฟน 8

แม้ว่าวินโดวส์โฟน 8 จะถูกจัดอยู่ในหมวดของแพลตฟอร์มปิด (Closed Platform) แต่กลยุทธ์ในแง่ของผลิตภัณฑ์ ไมโครซอฟท์กลับเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในการเข็นสมาร์ทโฟนที่ปะชื่อแบรนด์นั้นๆ ไปพร้อมๆ กับการใช้วินโดวส์โฟน โดยในเวลานี้มีออกมาจำนวน 5 รุ่น แบ่งออกเป็นโนเกีย 2 รุ่น เอชทีซี 2 รุ่น และซัมซุง 1 รุ่น

ถ้าหากมองให้ลึกลงไปในบรรดา 3 ค่ายผู้ผลิตมือถือ จะเห็นได้ชัดว่า โนเกีย เป็นค่ายเดียวที่จริงจังกับวินโดวส์โฟนมากกว่าใครเป็นที่สุด ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังอยู่ในสภาวะหลังพิงฝา จำเป็นต้องมองหา”จุดเปลี่ยน” อะไรสักอย่าง เพื่อพาตัวเองพ้นจากจุดวิกฤต ซึ่ง Nokia Lumia 920 และ Lumia 820 อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่โนเกียกำลังรอคอยอยู่ก็เป็นได้

วินโดวส์โฟน 8 รู้จักภาษาไทยแล้ว

ในต่างประเทศ สาเหตุหลักที่วินโดวส์โฟน 7 (และ 7.5) เป็นอันต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน พร้อมถูกตราหน้าว่า “ล้มเหลว” นั่นเป็นเพราะว่า ความสามารถโดยรวมของวินโดวส์โฟน 7 ยังไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้บริโภค อีกทั้งยังไร้ซึ่งแรงจูงใจในแง่การใช้งาน อีโคซิสเต็มส์ที่รองรับการใช้งานให้ลื่นไหลก็ไม่มี สเปกเครื่องโดยภาพรวมยังถือว่าค่อนข้างต่ำ ยิ่งถ้านำไปเทียบกับสมาร์ทโฟนของฝั่งแอนดรอยด์ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นถึงความแตกต่าง

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การที่ไมโครซอฟท์ เร่งเปิดโปรเจ็กวินโดวส์โฟน 8 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับวินโดวส์ 8 พร้อมกับการประกาศว่า วินโดวส์โฟน 7 จะไม่สามารถอัปเกรดข้ามมาเป็นเวอร์ชัน 8 ได้ จุดนี้ก็เหมือนการพูดเป็นนัยว่า วินโดวส์โฟน 7 ถูกลอยแพแล้ว

ส่วนตลาดในประเทศไทย นอกเหนือจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ประเด็นสำคัญที่วินโดวส์โฟน “ไม่เกิด”คงมีเหตุผลเพียงข้อเดียวนั่นคือ การไม่รองรับภาษาไทย แต่วินโดวส์โฟน 8 สามารถปิดจุดบอดนี้ได้แล้ว จึงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้เลยว่า การใช้งานภาษาไทยบนวินโดวส์โฟน 8 จะใช้งานได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องกอปปี้พยัญชนะ และสระ ผ่านแอปพลิเคชันพิมพ์ไทยอีกต่อไป

จุดเด่นที่เป็นจุดขาย

ขึ้นชื่อว่าไมโครซอฟท์ สิ่งแรกที่คนทั่วไปนึกถึง นั่นคือ ชุดเอกสาร (Microsoft Office) อันประกอบไปด้วย เวิร์ด (Word), เอ็กเซล (Excel) และพาวเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เมื่อวินโดวส์โฟน 8 การใช้งานด้านเอกสาร จะทำได้เหมือนกับบนเครื่องพีซีทุกประการ ซึ่งถ้ามองให้ลึกลงไปอีกสักนิด จะเห็นได้ว่านี่คือกลยุทธ์ที่ล้ำลึกของไมโครซอฟท์ เพราะวินโดวส์โฟน 8 ไม่ได้ย่ำอยู่กับตลาดคอนซูเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองไกลไปถึงตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์อีกด้วย

ทั้งนี้ โปรดอย่าลืมว่า วินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดองค์กรมากที่สุด และการที่วินโดวส์โฟน 8 สามารถใช้งานด้านเอกสารได้อย่างครบถ้วน ย่อมกลายเป็นการขยายตลาดไปในตัว และเมื่อลูกค้าในกลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ได้มีโอกาสได้ใช้งานวินโดวส์โฟน แล้วเกิดถูกใจ แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดกระแสบอกต่อ จุดนั้นเองจะทำให้ไมโครซอฟท์กินรวบได้ทั้งตลาดคอนซูเมอร์ และเอ็นเตอร์ไพรส์ในเวลาเดียวกัน

2013 ปีของวินโดวส์โฟน !?

ด้วยระยะเวลาในการเปิดตัววินโดวส์โฟน 8 ที่ออกมาในช่วงปลายปี ทำให้เชื่อได้ว่า โฟกัสของไมโครซอฟท์ และพาร์ทเนอร์ต่างมองไปที่ปี 2013 ที่น่าจะเป็นปีที่วินโดวส์โฟน 8 พร้อมรุกตลาดอย่างแท้จริง

สำหรับปี 2013 ที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คาดว่าจะมีสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน 8 โชว์โฉมหน้าออกมาให้เห็นอีกพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนตระกูล Lumia รุ่นใหม่ของโนเกีย หรือจากฝั่งเอชทีซีที่น่าจะมีทีเด็ดออกมาให้เห็นอีก ส่วนซัมซุง คงสงวนท่าทีรอดูว่าตลาดวินโดวส์โฟน 8 จะเป็นอย่างไร ถ้ามีแนวโน้มไปได้สวย เชื่อว่าซัมซุงเองก็คงจะจัดหนักกับวินโดวส์โฟน 8 เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมี 2 แบรนด์จากจีนที่น่าจับตามมองทั้ง แซดทีอี และหัวเว่ย โดยเฉพาะหัวเว่ยต้องจับตามองให้ดี เพราะแบรนด์นี้มีทั้งทุน และเทคโนโลยี ที่พร้อมจะใส่ไม่ยั้งกับตลาดสมาร์ทโฟน

เมื่อมาถึงบรรทัดนี้ ภาพกว้างๆ ในตลาดสมาร์ทโฟนปี 2013 การขับเคี่ยวระหว่างบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟน จะเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น อันเนื่องมาจากแพลตฟอร์มวินโดวส์โฟน 8 มีผู้ผลิตหลายแบรนด์เริ่มให้การซัพพอร์ต ทำให้ทางเลือกของผู้บริโภคกว้างขึ้น ไม่ตีบตันเฉพาะแอนดรอยด์ หรือไอโอเอส เพียง 2 ทางเลือก

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งความน่าสนใจ นั่นคือ การที่ไมโครซอฟท์ กระโจนพาตัวเองเข้าสู่สมรภูมิด้านฮาร์ดแวร์อย่างเต็มตัว จากการเปิดตัวแท็บเล็ตนามว่าเซอร์เฟซ และอาจมีสมาร์ทโฟนเซอร์เฟซ สิ่งนั้นถือว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า เทรนด์โลกไอทีในปีหน้า เจ้าของแพลตฟอร์มจะเป็นฝ่ายกุมอำนาจ และจะเป็นตัวขับเคลื่อนดีไวส์ทั้งสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้ด้วยตัวเอง จนเกิดทางแยกออกเป็น 2 ทาง ให้ผู้บริโภคได้เลือกว่า ถ้าต้องการประสบการณ์ในการใช้งานแบบธรรมชาติที่สุด (Pure Experience) ก็สามารถเลือกอุปกรณ์ที่ผลิตจากเจ้าของแพลตฟอร์ม อย่างกูเกิล ไมโครซอฟท์ และแอปเปิล ได้โดยตรง แต่ถ้าหากต้องการที่จะลิ้มรสสัมผัสความสามารถเฉพาะตัวด้านฟีเจอร์ หรืออินเตอร์เฟส คงต้องเลือกจากค่ายผู้ผลิตอย่าง เอชทีซี แอลจี โนเกีย และซัมซุง

วินโดวส์โฟน 8 บุกตลาดไทย

หลังจากที่รอคอยกันมานานว่า วินโดวส์โฟน 8 จะได้ฤกษ์จุดพลุเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อไหร่ ล่าสุดมีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาแล้วว่า วินโดวส์โฟน 8 ของโนเกีย และเอชทีซี จะเริ่มคิ๊กออฟวางจำหน่ายครั้งแรกภายในงานคอมมาร์ท คอมเทค 2012โดย Lumia 920 สมาร์ทโฟนระดับเรือธงของโนเกีย จะวางจำหน่ายในราคา 21,500 บาท ส่วนรุ่นเล็ก Lumia 820 เคาะราคาที่ 16,600 บาท

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

> manager.co.th/cyberbiz/

> krusamlee

> ภาพประกอบจาก Google และ Bing

Microsoft Windows 8

มาทำความรู้จักกับ Microsoft Windows 8 กันครับ

Image

วินโดวส์ 8 นั้นเป็นระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ของทางไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้ทดลองใช้แล้ว และหลังจากที่ Microsoft เปิดให้ทดลอง Windows 8 Consumer Preview สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป และ Windows 8 Developer Preview ออกมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ล่าสุดได้มีรายงานจากเว็บบล็อคของไมโครซอฟท์ ว่า สตีเวน ไซนอฟสกี ได้เตรียมเปิดตัวระบบปฏิบัติการตัวล่าสุดของ วินโดวส์ 8 จะเริ่มปล่อยให้ผู้ใช้อัพเกรดวันที่ 26 ตุลาคม 2012 โดยเจ้าตัว Microsoft Windows 8 จะแยกออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ

– การอัพเกรดจากการใช้ระบบปฏิบัติการเดิมของไมโครซอฟท์ เดิมของ Microsoft ได้แก่ Windows 7, Windows Vista และ Windows XP สำหรับค่าอัพเกรดนั้นจะอยู่ที่ ราคา $39.99 หรือประมาณ 1,300 บาทไทย

– การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 8 ลงบนคอมพิวเตอร์ เครื่องใหม่ สำหรับราคาของตัวนี้จะมาพร้อมแผ่น DVD Windows 8 ในราคา $69.99 หรือประมาณ 2,200 บาทไทย

โดยทางยังไมโครซอฟท์ระบุว่า Windows 8 นั้นยังมีพื้นฐานมาจาก Windows 7 แต่เพิ่มประสิทธิภาพ, ความปลอดภัย, ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้, และเสถียรภาพของระบบ โดย Windows 8 จะกินหน่วยความจำน้อยลง ทำให้ทำงานได้ในเครื่องที่มีสเปคต่ำ  เพราะระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 สามารถใช้งานได้ในทุกๆ Device แม้แต่เน็ตบุ๊กที่ใช้ซีพียู Atom รุ่นแรก กับหน่วยความจำเพียง 1 GB ก็สามารถใช้งานวินโดวส์ 8 ได้ รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่บนวินโดวส์ 7 สามารถนำมาใช้งานบนวินโดวส์ 8 ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 สำหรับนักพัฒนา (Windows Developer Preview) เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้

Windows 8 มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอินเตอร์เฟซหลักที่เรียกว่า”Metro-Styled”มีลักษณะเดียวกับ อินเตอร์เฟสของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โฟน 7 ไม่ใช่แค่การใช้งานบน NoteBook และ PC แต่ระบบปฏิบัติวินโดวส์ 8 ยังทำงานได้บน Tablets และนอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เช่น  Internet Explorer 10 , เชื่อมต่อและใช้งานร่วมกับสังคมออนไลน์ (Social Network ), สนับสนุนการใช้งานกับอุปกรณ์แบบ Touchscreen , ปรับปรุงสมรรถนะให้รวดเร็ว, Metro interface ที่ทำให้การใช้งานดูหรูหราและน่าทึ่ง และ Windows App Store เป็นต้น

คุณสมบัติใหม่ที่มากับ Windows 8

– เป็น Tablet-Friendly หรือใช้กับอุปกรณ์จอสัมผัสได้เป็นอย่างดี

– มีการใช้ Modern UI Style ซึ่งตัวไอคอนจะมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเรียกว่า Tile

– Refresh และ Reset โดย Refresh จะลบการตั้งค่าและทุกโปรแกรมที่ติดตั้งไว้หมด แต่ไม่ทำอะไรกับไฟล์ข้อมูล ส่วน Reset จะทำให้ตัวWindowsมีลักษณะเหมือนตอนเพิ่งติดตั้งเสร็จ

– Windows store จะมีไว้สำหรับแจกและขายโปรแกรม

– มีโปรแกรมสำหรับใช้ Social network อย่าง Facebook กับ Twitter โดยเฉพาะ

ในรุ่นจริง อาจมีโปรแกรมป้องกันไวรัสติดมาด้วย

– Windows to Go ที่ทำให้วินโดวส์ 8 สามารถสร้างแฟรชไดรว์ที่บูตวินโดวส์ได้

สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง

– ปุ่ม “Start” ที่ใน Windows รุ่นก่อนๆ จะใช้เพื่อเปิด เมนูเริ่ม ใน Windows 8 จะถูกตัดออกไป

– สำหรับ Windows Explorer จะใช้ ribbon interface ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับที่ใช้ใน Microsoft Office 2010

– อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์ 10 ใน Modern UI Style จะไม่สามารถลงปลั๊กอินอะไรได้

ตัวอย่างหน้าจอ Lock screen

Image

ตัวอย่างหน้าจอ start screen

Image

ตัวอย่างหน้าจอ Internet Explorer 10

Image

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

http://www.itday.in.th

http://www.kapook.com

และขอขอบคุณรูปภาพดีๆจาก Google ครับ

Android vs iOS (ภาคแรก)

อะไรคือสิ่งที่ Android มี แต่ iOS ยังขาดไปอยู่??

     สำหรับคำถามนี้คงจะมีหลายๆ คนกำลังมีหลายๆ คนในที่นี่สงสัยกันอยู่ เพราะหลังจากทั้งฝั่ง Android และ iOS ต่างออก Update ใหม่มาคอยเกทับกันตลอด เดี๋ยวพอฝั่งหนึ่งมีของใหม่ อีกฝั่งหนึ่งก็จะต้องออกสิ่งนั้นตามกันมาอยู่ตลอด มันคงจะเป็นวัฏจักรของวงการนี้ไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ทำใจไว้เถอะ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าทางฝั่ง Android เค้ามีอะไรบ้างที่ทางฝั่ง iOS เค้ายังไม่มี

Image

ระบบ Widget : ทำให้หน้าจอของเรามีชีวิต

     ระบบ Widget ถือว่าเป็นระบบที่เป็นจุดเด่นของ Android เลยทีเดียวครับ เพราะว่ามันสามารถทำให้หน้าจอของเราดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ดูเรียบจนเกินไป แถมยังสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ดูสนุกไปอีกแบบ ลูกเล่น Widget ต่างๆ ของ Android ตอนนี้มีออกมาให้เล่นเยอะมาก แถมอันที่มีประโยชน์ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งระบบพยากรณ์อากาศ, Music Player, Twitter, Facebook ฯลฯ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

     แต่สำหรับทางฝั่ง iOS ทำไมพวกเค้าถึงไม่ทำระบบนี้ขึ้นมาล่ะ ทั้งที่หากพวกเค้าเห็นว่ามันดีแล้วล่ะก็ เค้าคงจะทำมันขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ความจริงพวกเค้าก็เห็นว่าระบบนี้มันดีอยู่หรอก ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่ดีไม่ดี แต่อาจจะอยู่ที่โครงสร้างของตัว iOS มากกว่า ดูเหมือนว่าหน้าจอหลักของ iOS จะออกมาให้เป็นแบบนี้แล้ว การจะทำระบบ Widget เพิ่มเข้าไป นั่นก็หมายความว่าพวกเค้าจะต้องรื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานของ iOS แทบจะทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว ทำแบบนั้นสู้ไปทำ OS ใหม่เลยไม่ดีกว่ารึ??

     มีคำพูดหนึ่งที่ iOS เคยวิจารณ์ฝั่ง Android ว่าระบบ Widget นั้นใช้งานยุ่งยาก ไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่เรียนรู้อะไรได้ยาก เรื่องนี้มันก็อาจจะจริงครับ แต่ถ้าคิดๆ ดูแล้ว ทางฝั่ง Apple ยังมีระบบ iTune ที่พวกเค้าพยายามทำให้เป็นมาตรฐานกลางเลย ตอนแรกผู้คนก็คิดว่าใช้งานยุ่งยาก แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก ผู้คนเริ่มเคยชินกับมัน สุดท้าย iTune ก็เลยกลายเป็น tool มาตรฐานที่ชาว Apple สามารถใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ Apple ทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย แล้วทำไมเรื่องแบบนี้จึงจะเกิดขึ้นกับระบบ Widget ของ Android ได้บ้างไม่ได้ซะล่ะ?? เดี๋ยวใช้ซักพักคนก็จะเคยชิน และเห็นความสะดวกสบายของมันเองนั่นแหละ

 

การส่งไฟล์ตรงผ่าน USB : ส่งไฟล์ได้รวดเร็วและทันใจ แค่เสียบกับเครื่องคอมฯ

     ระบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ความสะดวกสบายของมันก็คือ เราสามารถที่จะเอาเครื่อง Android เสียบเข้ากับเครื่อง PC แล้วเปิด Drive ที่ถูก Detect ขึ้นมาใหม่ เพื่อเอาข้อมูลใส่ลงไปได้เลย ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยซะอีก แต่ข้อเสียของมันก็มีพอควรเลยนะ สังเกตกันอยู่ใช่มั้ยล่ะ ว่าเวลาที่เราต่อเครื่อง Android เข้ากับ PC แล้ว หากเราเปิดตัวเครื่อง Android ดูแล้วล่ะก็ เราจะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลจาก Micro SD Card ดูได้เลย เพราะว่าตัว Card กำลังถูกเครื่อง PC อ่านอยู่นั่นเอง มันจึงถูกล็อคไว้ไม่ให้ Android อ่านได้อีก ส่วนอีกปัญหาหนึ่งก็คือ การจัดการไฟล์บน Micro SD Card หากเราทำการ Copy ไฟล์ลงบนเครื่องเอง เมื่อทำไปนานๆ ก็อาจจะทำให้ตัว Card รกยุ่งเหยิงไปหมด  และอาจจะลำบากในภายหลังหากว่าเราต้องการเคลียร์พื้นที่นั่นเอง และหากเป็นคนที่ไม่รู้ว่าไฟล์ไหนควรจะวางไว้ตรงไหนแล้วล่ะก็ มันคงจะมั่วไปหมดแน่ๆ

     สำหรับฝั่ง iPhone ใช่ครับ ตอนแรกพวกเค้าอาจจะยอมรับว่าระบบการ Sync ขอมูลกับ iPhone เป็นอะไรที่เริ่มต้นใช้งานยุ่งยาก แต่พวกเค้าก็ได้สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ User!! ทั่วไปที่ไม่ประสีประสาเรื่องเทคโนโลยีสามารถทำการโอนย้ายไฟล์ได้ง่ายขึ้นขึ้นมาแล้วล่ะ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม iTune ขึ้นมา แล้วต่อตัวอุปกรณ์ของ Apple เข้าไป เมื่อเรายัดเพลงเข้าไปใน iTune และสั่ง Sync เพลงก็จะไปอยู่ในตัว iPhone ด้วย  ไม่ต้องไปตามหาให้วุ่นวายว่าตำแหน่ง Folder เพลงอยู่ตรงไหน และต้อง Copy ใส่ยังไง แค่ลากใส่และกด Sync เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ข้อเสียของระบบ Sync ก็มีอยู่จุดหนึ่ง ก็คือเครื่อง PC ตัวหนึ่งจะสามารถ Sync ข้อมูลกับ iPhone ได้ 1 ตัวเท่านั้น หากเราจะเอาเครื่องของคนอื่นมา Sync ข้อมูลก็จะไม่ตรงกัน และอาจจะต้องเลือกว่าจะ Sync ข้อมูลฝั่งใดฝั่งหนึ่งไปทับอีกฝั่งนั่นเอง หากว่าเป็นการ Sync Contact ผ่าน Address Book ล่ะ ถ้าเราเผลอ Sync ข้อมูลจาก Address Book ไปทับ Contact ของเพื่อนในเครื่อง iPhone ของเพื่อนแล้วล่ะก็ ถึงคราวฉิบหายเลยทีเดียวล่ะ!!

     กลับมาที่ Android ความจริงตอนนี้ Google ก็มีแผนว่าจะนำวิธีการส่งไฟล์ผ่าน Protocol ตัวใหม่อย่าง Media Transfer Protocol ที่จะมาช่วยแก้ปัญหา Micro SD Card ถูกตัดขาดเมื่อเราเชื่อมต่อ Android เข้ากับ PC แล้วนั่นเอง ส่วนเรื่องการจัดการไฟล์นี่ยังไม่มีข่าวว่า Google จะมีวิธีการจัดการอะไรบ้างมั้ย แต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ เพราะดูๆ แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับการจัดการไฟล์ในเครื่อง PC ของเราหรอก

 การปรับแต่งการใช้งาน : ปรับจูนระบบให้เป็นไปตามที่เราต้องการ

     น่าเชื่อมั้ยล่ะว่าระบบการตั้งค่าใน iPhone นั้นมีน้อยมาก จนแทบไม่มีเลยล่ะ เพราะว่าพวกเค้าเน้นไปที่การทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรมาก อะไรที่ดูแล้ว คิดว่าทำแล้ววุ่นวาย Apple ก็ตัดทิ้งหมดเลย เราจึงไม่ค่อยได้เห็นตัวเลือกการตั้งค่าอะไรแปลกๆ เหมือนที่ Android มี

     เรื่องนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ หากผู้ใช้คนไหนต้องการปรับแต่งมากๆ ก็ไปใช้ Android ดีกว่า หรือหากต้องการเน้นอะไรง่ายๆ ไม่ต้องการตั้งค่าอะไรเองมาก และรับได้กับการต้องไปเรียนรู้การใช้งาน iTune ก็ไปใช้ iPhone ก็ได้ แต่ความจริงเรื่องการปรับแต่ง ตัว Android เองหากไม่ไปปรับแต่งอะไร เราก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติได้ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วครับไม่มีปัญหา ตัวเลือกการปรับแต่งก็เป็นแค่อีกทางเลือกในการใช้งานเพียงเท่านั้น

 

 

Samsung Galaxy S III สุดยอดมือถือที่เข้าใจคุณ

Samsung Galaxy S III สุดยอดมือถือที่เข้าใจคุณ

ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III” จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยฟีเจอร์สุดสมาร์ทที่ทำให้ ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III เป็นสมาร์ทโฟนแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราในวันนี้ให้สะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

     ซัมซุงเขย่าวงการสมาร์ทโฟนทั่วโลก หลังเผยโฉมสุดยอดสมาร์ทโฟนที่ทั่วโลกตั้งตารอ “ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III (Samsung Galaxy S III)” สมาร์ทโฟนที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนรูปแบบของการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ให้ง่ายและมีสีสันขึ้น ด้วยแนวคิด “Designed for Humans” ที่ตอบโจทย์และเข้าใจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของมนุษย์ อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III “มองเห็น (See)” “รับฟัง (Listen)” และ “ตอบสนอง (Response)” สิ่งที่เราต้องการ เปรียบเสมือนเพื่อนที่รู้ใจที่เข้าใจและทำตามความตั้งใจของผู้ใช้

 Image

Spec โดยรวมของ Samsung Galaxy S III

 – จอแสดงผลขนาด 4.8 นิ้ว แบบ HD Super AMOLED Display ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล

– ระบบประมวลผลแบบ Quad-core (Exynos 4 Quad) Processor ความละเอียด 1.4GHz

– ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich

– หน่วยความจำ RAM ขนาด 1 GB

– หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16GB, 32GB และ 64GB

– กล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล

– กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash มีโหมดถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง 3.3 ภาพต่อวินาที

– User Interface แบบ TouchWiz Nature UX

– รองรับเครือข่าย 3G และ 4G LTE , Bluetooth 4.0, Wi-Fi Direct, DLNA, MHL microUSB port

– รองรับเทคโนโลยี NFC

– ใช้ microSIM

– ตัวเครื่องหนา 8.6 มิลลิเมตร หนัก 133 กรัม

– แบตเตอรี่ความจุ 2100 mAh

– มี 2 สี ได้แก่ ขาว Marble white และ น้ำเงิน Pebble blue

 

การออกแบบ Samsung Galaxy S III

     จากเดิม ดีไซน์ด้านหลังของ Samsung Galaxy S II นั้น จะเป็นพลาสติก ผิวขรุขระครับ แต่ Samsung Galaxy S III นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวใหม่ เป็นบอดี้แบบพลาสติกผิวมันวาวแทน ซึ่งพลาสติกบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น เป็นโพลีคาร์บอเนต ที่เคลือบผิวด้วย Hyperglaze ที่ผ่านขั้นตอนการเคลือบผิวด้วยเซรามิกนั่นเอง แน่นอนว่า คุณภาพนั้น ย่อมดีกว่าโพลีคาร์บอเนตอย่างแน่นอนครับ ซึ่งนอกจากจะมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังแข็งแรงทนทานอีกด้วย

     สำหรับปุ่ม Home นั้น ยังคงเป็นปุ่มแบบ physical ซึ่งกดได้จริง ไม่ใช่ปุ่มแบบ capacitive หรือปุ่มเสมือนจริงครับ โดยการออกแบบปุ่ม Home บน Samsung Galaxy S III นั้น มีรูปร่างที่เพรียวบางกว่า Samsung Galaxy S II นอกจากนี้ ไอคอน UI นั้น ยังเป็นแบบ 5 แถว ในขณะที่ Samsung Galaxy S II มีเพียงแค่ 4 แถว นั่นเป็นเพราะ Samsung Galaxy S III นั้น มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่านั่นเอง

 

Image

 

ฟีเจอร์ใหม่ๆที่พบได้บน Samsung Galaxy S III

 

S Voice สั่งการด้วยเสียง

     ในเมื่อ iOS มี Siri เป็นผู้ช่วยไปแล้ว ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บนสมาร์ทโฟนซัมซุงอย่าง Samsung Galaxy S 3 (III) ก็มี S Voice เป็นเลขาเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติของ S Voice นั้น สามารถสั่งให้ Samsung Galaxy S 3 (III) เปิดแกลอรี่ภาพถ่าย หรือสั่งให้กดชัตเตอร์เอง โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสัมผัสปุ่มชัตเตอร์แต่อย่างใด

     ถึงแม้ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) จะไม่มีปุ่ม Shutter มาให้ แต่ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ชัตเตอร์ได้ ด้วยการใช้ S Voice นั่นเองครับ ถือว่า เป็นฟังก์ชั่นที่สะดวกมากเลยทีเดียว

     S Voice รองรับทั้งหมด 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ(สหรัฐอเมริกา), ภาษาอังกฤษ (สหราชอาณาจักร), ภาษาอิตาลี, ภาษาเยอรมัน, ภาษาเมดิเตอร์เรเนียน, ภาษาละติน, ภาษาสเปน และภาษาเกาหลี

 

S Beam ส่งภาพถ่ายหรือวิดีโอ

      คงจะพอจำกันได้ กับฟีเจอร์ Android Beam บน Samsung Galaxy Nexus ซึ่งบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น ก็มีฟีเจอร์นี้เช่นกัน ซึ่งมีชื่อว่า S Beam ครับ โดยผู้ใช้งาน Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถส่งภาพ หรือวิดีโอ ผ่าน NFC หรือ WiFi Direct ได้ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 Mbps และยังทำให้การแบ่งปันข้อมูลง่ายดายที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแค่แตะตัวเครื่อง เข้าด้วยกัน คอนเทนท์ที่ต้องการแชร์ก็จะถูกส่งไปยังอีกเครื่องอัตโนมัติผ่าน NFC และ Wi-Fi Direct นอกจากนี้ ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III ยังมีฟีเจอร์อีกมากที่ทำให้การแชร์ข้อมูลง่ายขึ้น อาทิ AllShare Cast และ AllShare Play

 

Eye-tracking ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกตา

      บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน จำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอบ่อยๆ เนื่องจากหน้าจอจะดับลงถ้าหากไม่มีการสัมผัสเกินเวลาที่กำหนด แต่บน Samsung Galaxy S 3(III) นั้น มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกตา ทำให้หน้าจอ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) ไม่ปิด หรือสลัวลง ถ้าหากผู้ใช้งานยังคงมองหน้าจออยู่

 

Direct Call โทรออกได้ง่าย แค่ยกหู ไม่ต้องกดเบอร์

      ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังพิมพ์ข้อความส่งไปหาบุคคลที่ 3 แต่เกิดเปลี่ยนใจอยากจะโทรไปหาแทน ก็ไม่ต้องกดปุ่ม หรือเบอร์โทรออกให้ยุ่งยากครับ เพราะ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถให้ผู้ใช้งาน ทำการโทรออกได้ง่ายๆ เพียงแค่ยกแนบหู ระบบจะทำการโทรออกให้อัตโนมัติครับ

 

Buddy Photo Share แชร์รูปกับเพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย

     Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) มีฟีเจอร์ Buddy Photo Share สามารถจดจำ tag และแชร์รูปกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวได้ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า หรือ Face Recognition โดยที่ไม่ต้องนั่งกด tag ทีละรูปให้เสียเวลา

 

รองรับเครือข่าย 4G

     เพิ่มประสิทธิภาพในการท่องโลกอินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการรองรับเครือข่าย 4G LTE ซึ่ง Samsung Galaxy S3 (III) จะจำหน่ายทั้งรุ่นที่รองรับ 3G เพียงอย่างเดียว และรุ่นที่รองรับ 4G LTE โดย Samsung Galaxy S III รุ่นรองรับเครือข่าย 4G LTE นั้น จะวางจำหน่ายในช่วงหน้าร้อนนี้ หรือประมาณเดือนกรกฏาคมนั่นเอง

 

Image

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก techmoblog.com , smart-mobile.com ครับ)

GPS ระบบนำทางอัจฉริยะ

GPS ระบบนำทางอัจฉริยะ

GPS (Global Positioning System) คำๆ นี้คงเริ่มเป็นที่คุ้นหูของหลายๆ คน เพราะในปัจจุบันได้มีการนำเอาระบบ GPS มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในกิจกรรมด้านต่างๆ ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตประจำวัน อาทิเช่น การเดินทาง เป็นต้น GPS เป็นระบบกำหนดตำแหน่งนำทางผ่านเครือข่ายดาวเทียม (Satellite-Based Navigation System) ซึ่งในปัจจุบันมีเครือข่ายดาวเทียมจำนวน 24 ดวง ที่ทางหน่วยงาน U.S. Department of Defense เป็นผู้ดูแล โดยที่การใช้งานระบบ GPS ผ่านการรับสัญญาณจากดาวเทียมนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Image

ในช่วงเริ่มต้นของการนำระบบ GPS มาใช้งาน จะจำกัดอยู่เฉพาะการใช้งานทางด้านการทหารเท่านั้น แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1980 รัฐบาลก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้สัญญาณ GPS ได้ GPS สามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ในโลก ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงโดยอาศัยสัญญาณดาวเทียมที่มีการโคจรรอบโลก 2 ครั้งต่อวัน (เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 7000 ไมล์ต่อชั่วโมงเหนือพื้นโลก 12,000 ไมล์ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์) ด้วยวงโคจรที่แน่นอนและจะส่งสัญญาณมายังพื้นโลก อย่างไรก็ตาม ในการคำนวณหาตำแหน่งในขณะนั้นๆ จำเป็นต้องรับสัญญาณจากดาวเทียมได้อย่างน้อย 3 ดวงขึ้นไป และอุปกรณ์ GPS จะรับสัญญาณจากดาวเทียมแต่ละดวงมาคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยคำนวณได้จากเวลาที่สัญญาณถูกส่งออกจากดาวเทียมและเวลาที่อุปกรณ์ GPS สามารถจับสัญญาณได้ มาคำนวณระยะห่างระหว่างดาวเทียมและอุปกรณ์ GPS เมื่อนำข้อมูลจากดาวเทียมทั้ง 3 ตัวมารวมกันทำให้สามารถหาตำแหน่งบนพื้นโลกของอุปกรณ์ GPS ได้

ประโยชน์ที่ได้รับในชีวิตประจำวันที่เห็นได้ชัด

• สามารถใช้เป็นระบบนำทางบนท้องถนน โดยการติดตั้งเข้ากับรถยนต์ส่วนบุคคล จึงสามารถเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยได้โดยง่าย โดยการป้อนข้อมูลชื่อสถานที่ หรือรหัสพิกัดเข้าไปในเครื่อง ซึ่งเครื่องจะสามารถแสดงเส้นทางต่างๆ รวมทั้งเส้นทางลัดขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมในการเดินทาง พร้อมกับระบบนำทางแบบใช้เสียงซึ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างมาก นอกจากนี้เครื่องสามารถบันทึกเส้นทางที่เราเดินทางทั้งหมดแล้วนำไปแปลงเป็นไฟล์แผนที่แบบต่างๆ แล้วส่งให้กับผู้อื่นที่ต้องการเดินทางไปสถานที่เดียวกันได้

• ใช้เป็นเครื่องวัดระยะทางหรือบอกเส้นทางในการเดินป่า หรือเป็นเข็มทิศ นาฬิกาซึ่งสามารถบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตกได้ ทำให้การท่องเที่ยวเดินป่าเป็นไปได้ง่ายขึ้น หรือจะนำไปประยุกต์ใช้กับกีฬาประเภทการขี่จักรยานก็ได้

• อำนวยความสะดวกในแง่ของข้อมูลจราจร เนื่องจากนักศึกษาเข้าใจว่า ถ้าระบบนี้ถูกพัฒนาใช้ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางเหมือนประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ก็จะสามารถส่งข้อมูลวิเคราะห์การจราจรตามจุดต่างๆ ได้ เช่นเสนอแนะเส้นทางเดินรถที่การจราจรไม่ติดขัด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการเดินทางในเวลาเร่งด่วนในเมืองหลวง

เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานและแพร่หลายกันมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เอื้ออำนวย อาทิเช่น ราคาเครื่องรับสัญญาณ GPS ที่ถูกลงอย่างต่อเนื่องรวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ได้ จึงทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวถือได้ว่ามีความซับซ้อนอยู่บ้างซึ่งทำให้ผู้ต้องการใช้งานต้องศึกษาและมีความเข้าใจ จึงจะทำให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น ตามความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัว ของผู้เขียน คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะแพร่หลายเป็นอย่างมากในประเทศไทยเพราะในช่วงหลังนี้พบว่ามีการรวมเทคโนโลยีนี้ให้เป็นฟังค์ชั่นพื้นฐานบนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆที่จะออกมา ซึ่งทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก

และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็สามารถเชื่อมต่อดาวเทียมค้นหาตำแหน่งของเราหรือนำทางให้เราด้วยระบบ GPS ได้บนมือถือของเรา โดยส่วนมากแล้ว มือถือรุ่นใหม่ๆที่ออกมาในช่วงหลังๆนี้ จะสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้หมด จึงเปรียบได้ว่าทุกวันนี้ ระบบ GPS เป็นอะไรที่ใกล้ตัวเรามาก และไม่ใช่เรื่องยากที่จะใช้งานมัน เพราะไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้ และยังมี application ที่เกี่ยวกับการนำทางด้วยระบบ GPS ให้เลือกใช้บนมือถือหลายตัว เช่น Google map ของทาง Google (สามารถลงบนสมาร์ทโฟนได้ทุกรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อดาวเทียมได้ ) และ Ovimap ของทาง Nokia (ซึ่งรองรับแต่โทรศัพทของ Nokia เท่านั้น )

Image                                                         (Ovimap on Nokia N97)

Image

   (Google map on iPhone 3GS)

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.blogspot.com ครับ)

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษายุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษายุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการช่วยการจัดการศึกษาให้บรรลุอุดมการณ์ทางการศึกษา ตาม นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐ ซึ่งจะต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับทุกคน หรือที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อปวงชนทุกคน อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำโอกาสทางการศึกษาสร้างความเท่าเทียมทางด้าน การศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันไม่ว่าเป็น  เทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศ  เทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการศึกษาทั้งสิ้น เช่นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  นักเรียนชนบท   ทุรกันดารสามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับนักเรียนที่อยู่ในเมือง  ระบบอินเตอร์นักเรียนก็สามารถเรียนรู้ได้ทั่วโลก   หรืออาจเรียกได้ว่ามีห้องสมุดโลกอยู่ที่โรงเรียน หรืออยู่ที่บ้าน  โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา  เสียงบประมาณในการที่จัดซื้อหาหนังสือให้มากมาย เหมือนสมัยก่อน นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นยังมีสื่อที่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ ซีดีรอม สื่ออิเลคทรอนิกส์ ที่ทำให้ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

Image

แต่แนวโน้มในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษาในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นรูปแบบของการเรียนการสอน โดยนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบ World Wide Web ในการใช้เพื่อการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI) หรือ E-learning ซึ่งวงการศึกษาคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง  แต่กระผมรู้สึกในส่วนตัวว่าอนาคตการศึกษาไทยที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะไม่มีคุณภาพโดยเฉพาะการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เหมือนกับที่อ่านในตำรา  เนื่องด้วยปัจจุบันนักศึกษาสามารถสืบหาข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดตำรา แค่เพียงไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตก็เจอ  ทำให้นักศึกษาบางคนอาจจะไม่ได้อ่านเนื้อหาเหล่านั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นเพียงแค่สืบค้นแล้วนำมาตัดแปะปรับแต่ง

เทคโนโลยี Tablet กับการศึกษา

กระแสความนิยมใน Tablet PC หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบกระดานชนวน ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่างๆ ทยอยกันเปิดตัวTablet PC ของตัวเองอย่างคึกคัก ไม่เว้นแม้แต่ค่ายมือถือชื่อดังอย่าง BlackBerryที่เพิ่งเปิดตัว BlackBerry Playbook ซึ่งเป็น Tablet PC ตัวเก่งตัวแรกของบริษัท  ไปอย่างคึกคักในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา ด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Apple ที่ยืนตระหง่านเป็นเจ้าบัลลังค์ Tablet PC ตระกูล iPad อยู่ขณะนี้

Image

     เหตุผลที่ Tablet PC กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้  นั่นเพราะประโยชน์อันหลากหลาย และรูปแบบที่ทันสมัย พกพาได้สะดวกสบาย จะใช้ต่ออินเตอร์เน็ตก็ได้ ถ่ายรูปก็ดี เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ เช็คข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์หรือ E-Book ก็ยังได้  อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจล่าสุดในต่างประเทศของ Admob กลับพบว่า ผู้คนที่ยอมควักกระเป๋าเพื่อครอบครองเจ้า Table PC นั้น กลับใช้ในการนำมาเล่นเกมส์มากที่สุด รองลงมาคือใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูล เช็คอีเมล์ เช็คข้อมูลข่าวสาร  และใช้งานพวก Facebook , Twitter  โดยอันดับรั้งท้ายคือ ใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book

แต่ประโยชน์สุดๆ ของเจ้า Tablet PC นี้คือการใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า E-Book  ผมขอเล่าคร่าวๆ ให้ฟังสักนิดนะครับ เจ้า E-Book นี่ก็หน้าตาเหมือนกันกับหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มๆ บนกระดาษนี่ล่ะครับ  แต่จะต้องอ่านผ่านหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอของ Tablet PC  ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่พอๆ กับหนังสือจริงๆ เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถอ่านได้ในที่มืดได้อีกด้วยโดยใช้แสงสว่างจากจอเข้ามาเป็นตัวช่วย

ปัจจุบันนี้เริ่ม มีการใช้ Tablet PC ในแวดวงการศึกษากันอย่างคึกคักเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่นในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นลงทุนซื้อ Table PC แจกให้กับนักเรียนเพื่อใช้แทนหนังสือในรูปแบบเดิมๆ  ทั้งนี้เพราะTablet PC จะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือและตำราเรียนได้อย่างมากมาย อีกทั้งยังทำให้การปรับปรุงเนื้อหาตำราเรียนสามารถทำได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอหนังสือเป็นเล่มๆ หมดแล้วค่อยพิมพ์ใหม่แบบเดิมๆ อีกต่อไป   เพราะหนังสือต่างๆ ที่อยู่บน Tablet PC นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ที่ถูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอล จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

Tablet PC หนึ่งเครื่องนั้นสามารถบรรจุหนังสือได้เป็นพันๆ เล่ม โดยผู้อ่านสามารถเลือกเล่มไหนขึ้นมาอ่านก่อนก็ได้ ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของTablet PC คือการเชื่อมโยงครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา เข้าด้วยกันผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนหมดไป ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา สามารถอยู่กันคนละที่แต่เข้ามาเรียนพร้อมกันแบบเห็นหน้าเห็นตาผ่านทางกล้องที่ถูกติดตั้งมาบนTablet PC ได้  จึงทำให้การเรียนการสอนทางไกลเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเข้าไปถึงกลุ่มคนทุกชั้นไม่ว่าจะอยู่ในชนบทห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

Image

สำหรับในประเทศไทย สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มมีการแจก Tablet PC ให้กับนักศึกษาใหม่แล้ว รวมทั้งในปี พ.ศ.2555 นี้ก็ได้มีการแจก Tablet ให้กับเด็กป. 1 แล้วด้วย แต่การนำไปประยุกต์ใช้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนเพราะยังต้องอาศัยการพัฒนาโปรแกรมมารองรับรวมทั้งเนื้อหาตำราในรูปแบบ E-Book ที่จะต้องมีจำนวนมากกว่านี้  ในขั้นนี้ Tablet PC ในไทยจึงอาจเป็นได้แค่เครื่องมือที่ไว้จูงใจนักศึกษาหรือสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับมหาวิทยาลัยก่อน  แต่ในอนาคต เมื่อราคาจำหน่ายของ Tablet PC ถูกลงกว่านี้จะมีจำนวนของหนังสือตำราเรียนต่างๆ ทยอยเข้าสู่E-Book มากขึ้น รวมทั้งจะมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อรองรับการอ่าน E-Book แบบไทย ๆ มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นTablet PC จะกลายเป็นช่องทางใหม่ ที่เปลี่ยนรูปโฉมการเรียนการสอนและการกระจายความรู้ให้เข้าถึงคนไทยได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวครับ

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://portal.in.th และ http://www.it24hrs.com ครับ)

โนเกียเปิดตัวโครงการ Weee Can Do

โนเกียเปิดตัวโครงการ Weee Can Do

Image

                จากการสำรวจล่าสุดของโนเกีย พบว่าทั่วโลกมีโทรศัพท์มือถือเก่ามากถึง 44% ที่มักจะถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักที่บ้านโดยไม่ได้นำไปรีไซเคิลและโดยเฉลี่ยคนหนึ่งคนจะเป็นเจ้าของโทรศัพท์ 5 เครื่อง แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่นำโทรศัพท์มือถือไปรีไซเคิล ดังนั้น โนเกีย จึงได้ร่วมมือกับฟิวเจอร์พาร์ค และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินโครงการ Weee Can Do เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้นำโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช้แล้วมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

                โนเกียได้เชื่อมโยงให้ผู้คนมีบทบาทในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน นับตั้งแต่การผลิตโทรศัพท์มือถือจากวัสดุที่สามารถนำกลับไป ใช้ใหม่ได้ 100% จนถึงกิจกรรมรณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือที่มีมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งมีผู้บริโภคนำโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมทุกชนิดที่ไม่ใช้แล้วมารีไซเคิลเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี สำหรับในปีนี้ โนเกียได้ประสานความร่วมมือกับฟิวเจอร์พาร์ค ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ชั้นนำของไทย จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือในวงกว้าง

                โครงการ Weee Can Do ซึ่งเป็นโครงการสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้นำหลักการ Reduce Reuse และ Recycle มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การปรับสภาพน้ำใช้แล้วมาใช้ใหม่ การลดปริมาณขยะ ทั้งยังเป็นการร่วมดูแลโลกและประเทศของเราด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและร่วมกันลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เพียงนำโทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เสริมที่ไม่ใช้แล้ว ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ พร้อมติดชื่อ ที่อยู่ มาหย่อนใส่กล่องรีไซเคิลของโครงการ Weee Can Do ชั้น B, G, 1 และ 3 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และรับสิทธิลุ้นโทรศัพท์มือถือโนเกียใหม่ฟรีทันที ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 กันยายน 2555

                นอกจากนี้ ทุก 1 เครื่องที่ได้รับผ่านกล่องรีไซเคิล โนเกียจะร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศลต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Weee Can Do ได้ที่ โนเกีย แคร์ ไลน์ 0-2255-2111 หรือเว็บไซต์ http://www.futurepark.co.th

Image 

                “โครงการ WEEE Can Do with Future Park & Nokia” จัดขึ้นโดยความร่วมมือจาก 3 องค์กรใหญ่ที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ อันได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ, บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขยะที่เป็นมลพิษ พร้อมเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่ ตลอดจนที่ชารต์โทรศัพท์มือถือ นำมารีไซเคิล ภายใต้โครงการ “ทำดีเพื่อแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 สามารถเข้าร่วมโครงการ โดยนำโทรศัพท์มือถือเก่า เขียนชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์ แปะติดกับตัวเครื่อง แล้วมาหย่อนได้ที่จุดรับบริจาคแบตเตอรี่ และโทรศัพท์มือถือทั้ง 10 จุด อาทิชั้น B, G, 1, 2 และชั้น 3 ภายในศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ซึ่งโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่บริจาค โนเกียร่วมสมทบทุมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับโทรศัพท์โนเกียเครื่องใหม่!!

                ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าติดตามโครงการหนึ่ง เพราะการที่ทางโนเกียได้เปิดโครงการให้มีการนำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ไม่ใช้ไปทำการรีไซเคิลนั้น เป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างนึง และยังช่วยในการลดต้นทุนการผลิดสินค้าอีกด้วย และผู้ที่ไปร่วมงานก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับโทรศัพท์โนเกียเครื่องใหม่อีก ซึ่งถึงว่าโครงการนี้ คุ้มมาก มีแต่ได้กับได้ เพราะถึงแม้เราอาจไม่ได้มือถือใหม่ แต่เราก็ได้ช่วยลดจำนวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างจำกัดได้

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.newswit.com/ และ http://www.siamturakij.com ครับ)