Android vs iOS (ภาคแรก)

อะไรคือสิ่งที่ Android มี แต่ iOS ยังขาดไปอยู่??

     สำหรับคำถามนี้คงจะมีหลายๆ คนกำลังมีหลายๆ คนในที่นี่สงสัยกันอยู่ เพราะหลังจากทั้งฝั่ง Android และ iOS ต่างออก Update ใหม่มาคอยเกทับกันตลอด เดี๋ยวพอฝั่งหนึ่งมีของใหม่ อีกฝั่งหนึ่งก็จะต้องออกสิ่งนั้นตามกันมาอยู่ตลอด มันคงจะเป็นวัฏจักรของวงการนี้ไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ทำใจไว้เถอะ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าทางฝั่ง Android เค้ามีอะไรบ้างที่ทางฝั่ง iOS เค้ายังไม่มี

Image

ระบบ Widget : ทำให้หน้าจอของเรามีชีวิต

     ระบบ Widget ถือว่าเป็นระบบที่เป็นจุดเด่นของ Android เลยทีเดียวครับ เพราะว่ามันสามารถทำให้หน้าจอของเราดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ดูเรียบจนเกินไป แถมยังสามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบ ดูสนุกไปอีกแบบ ลูกเล่น Widget ต่างๆ ของ Android ตอนนี้มีออกมาให้เล่นเยอะมาก แถมอันที่มีประโยชน์ก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งระบบพยากรณ์อากาศ, Music Player, Twitter, Facebook ฯลฯ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

     แต่สำหรับทางฝั่ง iOS ทำไมพวกเค้าถึงไม่ทำระบบนี้ขึ้นมาล่ะ ทั้งที่หากพวกเค้าเห็นว่ามันดีแล้วล่ะก็ เค้าคงจะทำมันขึ้นมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ความจริงพวกเค้าก็เห็นว่าระบบนี้มันดีอยู่หรอก ปัญหามันจึงไม่ได้อยู่ที่ดีไม่ดี แต่อาจจะอยู่ที่โครงสร้างของตัว iOS มากกว่า ดูเหมือนว่าหน้าจอหลักของ iOS จะออกมาให้เป็นแบบนี้แล้ว การจะทำระบบ Widget เพิ่มเข้าไป นั่นก็หมายความว่าพวกเค้าจะต้องรื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานของ iOS แทบจะทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว ทำแบบนั้นสู้ไปทำ OS ใหม่เลยไม่ดีกว่ารึ??

     มีคำพูดหนึ่งที่ iOS เคยวิจารณ์ฝั่ง Android ว่าระบบ Widget นั้นใช้งานยุ่งยาก ไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่เรียนรู้อะไรได้ยาก เรื่องนี้มันก็อาจจะจริงครับ แต่ถ้าคิดๆ ดูแล้ว ทางฝั่ง Apple ยังมีระบบ iTune ที่พวกเค้าพยายามทำให้เป็นมาตรฐานกลางเลย ตอนแรกผู้คนก็คิดว่าใช้งานยุ่งยาก แต่พอเวลาผ่านไปซักพัก ผู้คนเริ่มเคยชินกับมัน สุดท้าย iTune ก็เลยกลายเป็น tool มาตรฐานที่ชาว Apple สามารถใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ Apple ทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย แล้วทำไมเรื่องแบบนี้จึงจะเกิดขึ้นกับระบบ Widget ของ Android ได้บ้างไม่ได้ซะล่ะ?? เดี๋ยวใช้ซักพักคนก็จะเคยชิน และเห็นความสะดวกสบายของมันเองนั่นแหละ

 

การส่งไฟล์ตรงผ่าน USB : ส่งไฟล์ได้รวดเร็วและทันใจ แค่เสียบกับเครื่องคอมฯ

     ระบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ ความสะดวกสบายของมันก็คือ เราสามารถที่จะเอาเครื่อง Android เสียบเข้ากับเครื่อง PC แล้วเปิด Drive ที่ถูก Detect ขึ้นมาใหม่ เพื่อเอาข้อมูลใส่ลงไปได้เลย ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยซะอีก แต่ข้อเสียของมันก็มีพอควรเลยนะ สังเกตกันอยู่ใช่มั้ยล่ะ ว่าเวลาที่เราต่อเครื่อง Android เข้ากับ PC แล้ว หากเราเปิดตัวเครื่อง Android ดูแล้วล่ะก็ เราจะไม่สามารถเปิดดูข้อมูลจาก Micro SD Card ดูได้เลย เพราะว่าตัว Card กำลังถูกเครื่อง PC อ่านอยู่นั่นเอง มันจึงถูกล็อคไว้ไม่ให้ Android อ่านได้อีก ส่วนอีกปัญหาหนึ่งก็คือ การจัดการไฟล์บน Micro SD Card หากเราทำการ Copy ไฟล์ลงบนเครื่องเอง เมื่อทำไปนานๆ ก็อาจจะทำให้ตัว Card รกยุ่งเหยิงไปหมด  และอาจจะลำบากในภายหลังหากว่าเราต้องการเคลียร์พื้นที่นั่นเอง และหากเป็นคนที่ไม่รู้ว่าไฟล์ไหนควรจะวางไว้ตรงไหนแล้วล่ะก็ มันคงจะมั่วไปหมดแน่ๆ

     สำหรับฝั่ง iPhone ใช่ครับ ตอนแรกพวกเค้าอาจจะยอมรับว่าระบบการ Sync ขอมูลกับ iPhone เป็นอะไรที่เริ่มต้นใช้งานยุ่งยาก แต่พวกเค้าก็ได้สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ User!! ทั่วไปที่ไม่ประสีประสาเรื่องเทคโนโลยีสามารถทำการโอนย้ายไฟล์ได้ง่ายขึ้นขึ้นมาแล้วล่ะ เพียงแค่เราเปิดโปรแกรม iTune ขึ้นมา แล้วต่อตัวอุปกรณ์ของ Apple เข้าไป เมื่อเรายัดเพลงเข้าไปใน iTune และสั่ง Sync เพลงก็จะไปอยู่ในตัว iPhone ด้วย  ไม่ต้องไปตามหาให้วุ่นวายว่าตำแหน่ง Folder เพลงอยู่ตรงไหน และต้อง Copy ใส่ยังไง แค่ลากใส่และกด Sync เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ข้อเสียของระบบ Sync ก็มีอยู่จุดหนึ่ง ก็คือเครื่อง PC ตัวหนึ่งจะสามารถ Sync ข้อมูลกับ iPhone ได้ 1 ตัวเท่านั้น หากเราจะเอาเครื่องของคนอื่นมา Sync ข้อมูลก็จะไม่ตรงกัน และอาจจะต้องเลือกว่าจะ Sync ข้อมูลฝั่งใดฝั่งหนึ่งไปทับอีกฝั่งนั่นเอง หากว่าเป็นการ Sync Contact ผ่าน Address Book ล่ะ ถ้าเราเผลอ Sync ข้อมูลจาก Address Book ไปทับ Contact ของเพื่อนในเครื่อง iPhone ของเพื่อนแล้วล่ะก็ ถึงคราวฉิบหายเลยทีเดียวล่ะ!!

     กลับมาที่ Android ความจริงตอนนี้ Google ก็มีแผนว่าจะนำวิธีการส่งไฟล์ผ่าน Protocol ตัวใหม่อย่าง Media Transfer Protocol ที่จะมาช่วยแก้ปัญหา Micro SD Card ถูกตัดขาดเมื่อเราเชื่อมต่อ Android เข้ากับ PC แล้วนั่นเอง ส่วนเรื่องการจัดการไฟล์นี่ยังไม่มีข่าวว่า Google จะมีวิธีการจัดการอะไรบ้างมั้ย แต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ เพราะดูๆ แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับการจัดการไฟล์ในเครื่อง PC ของเราหรอก

 การปรับแต่งการใช้งาน : ปรับจูนระบบให้เป็นไปตามที่เราต้องการ

     น่าเชื่อมั้ยล่ะว่าระบบการตั้งค่าใน iPhone นั้นมีน้อยมาก จนแทบไม่มีเลยล่ะ เพราะว่าพวกเค้าเน้นไปที่การทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องไปปรับแต่งอะไรมาก อะไรที่ดูแล้ว คิดว่าทำแล้ววุ่นวาย Apple ก็ตัดทิ้งหมดเลย เราจึงไม่ค่อยได้เห็นตัวเลือกการตั้งค่าอะไรแปลกๆ เหมือนที่ Android มี

     เรื่องนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ หากผู้ใช้คนไหนต้องการปรับแต่งมากๆ ก็ไปใช้ Android ดีกว่า หรือหากต้องการเน้นอะไรง่ายๆ ไม่ต้องการตั้งค่าอะไรเองมาก และรับได้กับการต้องไปเรียนรู้การใช้งาน iTune ก็ไปใช้ iPhone ก็ได้ แต่ความจริงเรื่องการปรับแต่ง ตัว Android เองหากไม่ไปปรับแต่งอะไร เราก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติได้ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วครับไม่มีปัญหา ตัวเลือกการปรับแต่งก็เป็นแค่อีกทางเลือกในการใช้งานเพียงเท่านั้น

 

 

Samsung Galaxy S III สุดยอดมือถือที่เข้าใจคุณ

Samsung Galaxy S III สุดยอดมือถือที่เข้าใจคุณ

ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III” จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยฟีเจอร์สุดสมาร์ทที่ทำให้ ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III เป็นสมาร์ทโฟนแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนชีวิตของเราในวันนี้ให้สะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

     ซัมซุงเขย่าวงการสมาร์ทโฟนทั่วโลก หลังเผยโฉมสุดยอดสมาร์ทโฟนที่ทั่วโลกตั้งตารอ “ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III (Samsung Galaxy S III)” สมาร์ทโฟนที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนรูปแบบของการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ให้ง่ายและมีสีสันขึ้น ด้วยแนวคิด “Designed for Humans” ที่ตอบโจทย์และเข้าใจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของมนุษย์ อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III “มองเห็น (See)” “รับฟัง (Listen)” และ “ตอบสนอง (Response)” สิ่งที่เราต้องการ เปรียบเสมือนเพื่อนที่รู้ใจที่เข้าใจและทำตามความตั้งใจของผู้ใช้

 Image

Spec โดยรวมของ Samsung Galaxy S III

 – จอแสดงผลขนาด 4.8 นิ้ว แบบ HD Super AMOLED Display ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล

– ระบบประมวลผลแบบ Quad-core (Exynos 4 Quad) Processor ความละเอียด 1.4GHz

– ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.0 Ice Cream Sandwich

– หน่วยความจำ RAM ขนาด 1 GB

– หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง ขนาด 16GB, 32GB และ 64GB

– กล้องด้านหน้า ความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล

– กล้องด้านหลัง ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash มีโหมดถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง 3.3 ภาพต่อวินาที

– User Interface แบบ TouchWiz Nature UX

– รองรับเครือข่าย 3G และ 4G LTE , Bluetooth 4.0, Wi-Fi Direct, DLNA, MHL microUSB port

– รองรับเทคโนโลยี NFC

– ใช้ microSIM

– ตัวเครื่องหนา 8.6 มิลลิเมตร หนัก 133 กรัม

– แบตเตอรี่ความจุ 2100 mAh

– มี 2 สี ได้แก่ ขาว Marble white และ น้ำเงิน Pebble blue

 

การออกแบบ Samsung Galaxy S III

     จากเดิม ดีไซน์ด้านหลังของ Samsung Galaxy S II นั้น จะเป็นพลาสติก ผิวขรุขระครับ แต่ Samsung Galaxy S III นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวใหม่ เป็นบอดี้แบบพลาสติกผิวมันวาวแทน ซึ่งพลาสติกบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น เป็นโพลีคาร์บอเนต ที่เคลือบผิวด้วย Hyperglaze ที่ผ่านขั้นตอนการเคลือบผิวด้วยเซรามิกนั่นเอง แน่นอนว่า คุณภาพนั้น ย่อมดีกว่าโพลีคาร์บอเนตอย่างแน่นอนครับ ซึ่งนอกจากจะมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังแข็งแรงทนทานอีกด้วย

     สำหรับปุ่ม Home นั้น ยังคงเป็นปุ่มแบบ physical ซึ่งกดได้จริง ไม่ใช่ปุ่มแบบ capacitive หรือปุ่มเสมือนจริงครับ โดยการออกแบบปุ่ม Home บน Samsung Galaxy S III นั้น มีรูปร่างที่เพรียวบางกว่า Samsung Galaxy S II นอกจากนี้ ไอคอน UI นั้น ยังเป็นแบบ 5 แถว ในขณะที่ Samsung Galaxy S II มีเพียงแค่ 4 แถว นั่นเป็นเพราะ Samsung Galaxy S III นั้น มีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่านั่นเอง

 

Image

 

ฟีเจอร์ใหม่ๆที่พบได้บน Samsung Galaxy S III

 

S Voice สั่งการด้วยเสียง

     ในเมื่อ iOS มี Siri เป็นผู้ช่วยไปแล้ว ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บนสมาร์ทโฟนซัมซุงอย่าง Samsung Galaxy S 3 (III) ก็มี S Voice เป็นเลขาเช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติของ S Voice นั้น สามารถสั่งให้ Samsung Galaxy S 3 (III) เปิดแกลอรี่ภาพถ่าย หรือสั่งให้กดชัตเตอร์เอง โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสัมผัสปุ่มชัตเตอร์แต่อย่างใด

     ถึงแม้ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) จะไม่มีปุ่ม Shutter มาให้ แต่ผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ชัตเตอร์ได้ ด้วยการใช้ S Voice นั่นเองครับ ถือว่า เป็นฟังก์ชั่นที่สะดวกมากเลยทีเดียว

     S Voice รองรับทั้งหมด 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ(สหรัฐอเมริกา), ภาษาอังกฤษ (สหราชอาณาจักร), ภาษาอิตาลี, ภาษาเยอรมัน, ภาษาเมดิเตอร์เรเนียน, ภาษาละติน, ภาษาสเปน และภาษาเกาหลี

 

S Beam ส่งภาพถ่ายหรือวิดีโอ

      คงจะพอจำกันได้ กับฟีเจอร์ Android Beam บน Samsung Galaxy Nexus ซึ่งบน Samsung Galaxy S3 (III) นั้น ก็มีฟีเจอร์นี้เช่นกัน ซึ่งมีชื่อว่า S Beam ครับ โดยผู้ใช้งาน Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถส่งภาพ หรือวิดีโอ ผ่าน NFC หรือ WiFi Direct ได้ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 Mbps และยังทำให้การแบ่งปันข้อมูลง่ายดายที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพียงแค่แตะตัวเครื่อง เข้าด้วยกัน คอนเทนท์ที่ต้องการแชร์ก็จะถูกส่งไปยังอีกเครื่องอัตโนมัติผ่าน NFC และ Wi-Fi Direct นอกจากนี้ ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส III ยังมีฟีเจอร์อีกมากที่ทำให้การแชร์ข้อมูลง่ายขึ้น อาทิ AllShare Cast และ AllShare Play

 

Eye-tracking ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวของลูกตา

      บ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน จำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอบ่อยๆ เนื่องจากหน้าจอจะดับลงถ้าหากไม่มีการสัมผัสเกินเวลาที่กำหนด แต่บน Samsung Galaxy S 3(III) นั้น มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของลูกตา ทำให้หน้าจอ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) ไม่ปิด หรือสลัวลง ถ้าหากผู้ใช้งานยังคงมองหน้าจออยู่

 

Direct Call โทรออกได้ง่าย แค่ยกหู ไม่ต้องกดเบอร์

      ในขณะที่ผู้ใช้งานกำลังพิมพ์ข้อความส่งไปหาบุคคลที่ 3 แต่เกิดเปลี่ยนใจอยากจะโทรไปหาแทน ก็ไม่ต้องกดปุ่ม หรือเบอร์โทรออกให้ยุ่งยากครับ เพราะ Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) สามารถให้ผู้ใช้งาน ทำการโทรออกได้ง่ายๆ เพียงแค่ยกแนบหู ระบบจะทำการโทรออกให้อัตโนมัติครับ

 

Buddy Photo Share แชร์รูปกับเพื่อนๆ ได้อย่างง่ายดาย

     Samsung Galaxy S3 (III) (ซัมซุงกาแลคซี่เอส 3) มีฟีเจอร์ Buddy Photo Share สามารถจดจำ tag และแชร์รูปกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวได้ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า หรือ Face Recognition โดยที่ไม่ต้องนั่งกด tag ทีละรูปให้เสียเวลา

 

รองรับเครือข่าย 4G

     เพิ่มประสิทธิภาพในการท่องโลกอินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการรองรับเครือข่าย 4G LTE ซึ่ง Samsung Galaxy S3 (III) จะจำหน่ายทั้งรุ่นที่รองรับ 3G เพียงอย่างเดียว และรุ่นที่รองรับ 4G LTE โดย Samsung Galaxy S III รุ่นรองรับเครือข่าย 4G LTE นั้น จะวางจำหน่ายในช่วงหน้าร้อนนี้ หรือประมาณเดือนกรกฏาคมนั่นเอง

 

Image

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก techmoblog.com , smart-mobile.com ครับ)

GPS ระบบนำทางอัจฉริยะ

GPS ระบบนำทางอัจฉริยะ

GPS (Global Positioning System) คำๆ นี้คงเริ่มเป็นที่คุ้นหูของหลายๆ คน เพราะในปัจจุบันได้มีการนำเอาระบบ GPS มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายในกิจกรรมด้านต่างๆ ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตประจำวัน อาทิเช่น การเดินทาง เป็นต้น GPS เป็นระบบกำหนดตำแหน่งนำทางผ่านเครือข่ายดาวเทียม (Satellite-Based Navigation System) ซึ่งในปัจจุบันมีเครือข่ายดาวเทียมจำนวน 24 ดวง ที่ทางหน่วยงาน U.S. Department of Defense เป็นผู้ดูแล โดยที่การใช้งานระบบ GPS ผ่านการรับสัญญาณจากดาวเทียมนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Image

ในช่วงเริ่มต้นของการนำระบบ GPS มาใช้งาน จะจำกัดอยู่เฉพาะการใช้งานทางด้านการทหารเท่านั้น แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1980 รัฐบาลก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้สัญญาณ GPS ได้ GPS สามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ในโลก ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงโดยอาศัยสัญญาณดาวเทียมที่มีการโคจรรอบโลก 2 ครั้งต่อวัน (เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 7000 ไมล์ต่อชั่วโมงเหนือพื้นโลก 12,000 ไมล์ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์) ด้วยวงโคจรที่แน่นอนและจะส่งสัญญาณมายังพื้นโลก อย่างไรก็ตาม ในการคำนวณหาตำแหน่งในขณะนั้นๆ จำเป็นต้องรับสัญญาณจากดาวเทียมได้อย่างน้อย 3 ดวงขึ้นไป และอุปกรณ์ GPS จะรับสัญญาณจากดาวเทียมแต่ละดวงมาคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยคำนวณได้จากเวลาที่สัญญาณถูกส่งออกจากดาวเทียมและเวลาที่อุปกรณ์ GPS สามารถจับสัญญาณได้ มาคำนวณระยะห่างระหว่างดาวเทียมและอุปกรณ์ GPS เมื่อนำข้อมูลจากดาวเทียมทั้ง 3 ตัวมารวมกันทำให้สามารถหาตำแหน่งบนพื้นโลกของอุปกรณ์ GPS ได้

ประโยชน์ที่ได้รับในชีวิตประจำวันที่เห็นได้ชัด

• สามารถใช้เป็นระบบนำทางบนท้องถนน โดยการติดตั้งเข้ากับรถยนต์ส่วนบุคคล จึงสามารถเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยได้โดยง่าย โดยการป้อนข้อมูลชื่อสถานที่ หรือรหัสพิกัดเข้าไปในเครื่อง ซึ่งเครื่องจะสามารถแสดงเส้นทางต่างๆ รวมทั้งเส้นทางลัดขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมในการเดินทาง พร้อมกับระบบนำทางแบบใช้เสียงซึ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างมาก นอกจากนี้เครื่องสามารถบันทึกเส้นทางที่เราเดินทางทั้งหมดแล้วนำไปแปลงเป็นไฟล์แผนที่แบบต่างๆ แล้วส่งให้กับผู้อื่นที่ต้องการเดินทางไปสถานที่เดียวกันได้

• ใช้เป็นเครื่องวัดระยะทางหรือบอกเส้นทางในการเดินป่า หรือเป็นเข็มทิศ นาฬิกาซึ่งสามารถบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตกได้ ทำให้การท่องเที่ยวเดินป่าเป็นไปได้ง่ายขึ้น หรือจะนำไปประยุกต์ใช้กับกีฬาประเภทการขี่จักรยานก็ได้

• อำนวยความสะดวกในแง่ของข้อมูลจราจร เนื่องจากนักศึกษาเข้าใจว่า ถ้าระบบนี้ถูกพัฒนาใช้ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางเหมือนประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ก็จะสามารถส่งข้อมูลวิเคราะห์การจราจรตามจุดต่างๆ ได้ เช่นเสนอแนะเส้นทางเดินรถที่การจราจรไม่ติดขัด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการเดินทางในเวลาเร่งด่วนในเมืองหลวง

เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานและแพร่หลายกันมากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เอื้ออำนวย อาทิเช่น ราคาเครื่องรับสัญญาณ GPS ที่ถูกลงอย่างต่อเนื่องรวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ได้ จึงทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวถือได้ว่ามีความซับซ้อนอยู่บ้างซึ่งทำให้ผู้ต้องการใช้งานต้องศึกษาและมีความเข้าใจ จึงจะทำให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น ตามความคิดเห็นและประสบการณ์ส่วนตัว ของผู้เขียน คาดว่าเทคโนโลยีนี้จะแพร่หลายเป็นอย่างมากในประเทศไทยเพราะในช่วงหลังนี้พบว่ามีการรวมเทคโนโลยีนี้ให้เป็นฟังค์ชั่นพื้นฐานบนโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆที่จะออกมา ซึ่งทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมาก

และในยุคปัจจุบันนี้ เราก็สามารถเชื่อมต่อดาวเทียมค้นหาตำแหน่งของเราหรือนำทางให้เราด้วยระบบ GPS ได้บนมือถือของเรา โดยส่วนมากแล้ว มือถือรุ่นใหม่ๆที่ออกมาในช่วงหลังๆนี้ จะสามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมได้หมด จึงเปรียบได้ว่าทุกวันนี้ ระบบ GPS เป็นอะไรที่ใกล้ตัวเรามาก และไม่ใช่เรื่องยากที่จะใช้งานมัน เพราะไม่ว่าใครก็สามารถใช้ได้ และยังมี application ที่เกี่ยวกับการนำทางด้วยระบบ GPS ให้เลือกใช้บนมือถือหลายตัว เช่น Google map ของทาง Google (สามารถลงบนสมาร์ทโฟนได้ทุกรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อดาวเทียมได้ ) และ Ovimap ของทาง Nokia (ซึ่งรองรับแต่โทรศัพทของ Nokia เท่านั้น )

Image                                                         (Ovimap on Nokia N97)

Image

   (Google map on iPhone 3GS)

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.blogspot.com ครับ)

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษายุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการศึกษายุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีสมัยใหม่มีบทบาทสำคัญในการช่วยการจัดการศึกษาให้บรรลุอุดมการณ์ทางการศึกษา ตาม นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐ ซึ่งจะต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับทุกคน หรือที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อปวงชนทุกคน อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำโอกาสทางการศึกษาสร้างความเท่าเทียมทางด้าน การศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันไม่ว่าเป็น  เทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศ  เทคโนโลยีทางด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีทางด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านการจัดการศึกษาทั้งสิ้น เช่นการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  นักเรียนชนบท   ทุรกันดารสามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับนักเรียนที่อยู่ในเมือง  ระบบอินเตอร์นักเรียนก็สามารถเรียนรู้ได้ทั่วโลก   หรืออาจเรียกได้ว่ามีห้องสมุดโลกอยู่ที่โรงเรียน หรืออยู่ที่บ้าน  โดยที่ไม่ต้องเสียเวลา  เสียงบประมาณในการที่จัดซื้อหาหนังสือให้มากมาย เหมือนสมัยก่อน นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างอิสระ นอกจากนั้นยังมีสื่อที่เป็นวิทยุ โทรทัศน์ ซีดีรอม สื่ออิเลคทรอนิกส์ ที่ทำให้ประชาชนทุกคนได้เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

Image

แต่แนวโน้มในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือคอมพิวเตอร์มาใช้ในการศึกษาในปัจจุบันและอนาคตจะเป็นรูปแบบของการเรียนการสอน โดยนำเอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีความสามารถในการนำเสนอข้อมูลผ่านระบบ World Wide Web ในการใช้เพื่อการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI) หรือ E-learning ซึ่งวงการศึกษาคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง  แต่กระผมรู้สึกในส่วนตัวว่าอนาคตการศึกษาไทยที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะไม่มีคุณภาพโดยเฉพาะการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เหมือนกับที่อ่านในตำรา  เนื่องด้วยปัจจุบันนักศึกษาสามารถสืบหาข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดตำรา แค่เพียงไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตก็เจอ  ทำให้นักศึกษาบางคนอาจจะไม่ได้อ่านเนื้อหาเหล่านั้นให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เป็นเพียงแค่สืบค้นแล้วนำมาตัดแปะปรับแต่ง

เทคโนโลยี Tablet กับการศึกษา

กระแสความนิยมใน Tablet PC หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แบบกระดานชนวน ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่างๆ ทยอยกันเปิดตัวTablet PC ของตัวเองอย่างคึกคัก ไม่เว้นแม้แต่ค่ายมือถือชื่อดังอย่าง BlackBerryที่เพิ่งเปิดตัว BlackBerry Playbook ซึ่งเป็น Tablet PC ตัวเก่งตัวแรกของบริษัท  ไปอย่างคึกคักในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา ด้วยความคาดหวังว่าจะสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Apple ที่ยืนตระหง่านเป็นเจ้าบัลลังค์ Tablet PC ตระกูล iPad อยู่ขณะนี้

Image

     เหตุผลที่ Tablet PC กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้  นั่นเพราะประโยชน์อันหลากหลาย และรูปแบบที่ทันสมัย พกพาได้สะดวกสบาย จะใช้ต่ออินเตอร์เน็ตก็ได้ ถ่ายรูปก็ดี เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ เช็คข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์หรือ E-Book ก็ยังได้  อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจล่าสุดในต่างประเทศของ Admob กลับพบว่า ผู้คนที่ยอมควักกระเป๋าเพื่อครอบครองเจ้า Table PC นั้น กลับใช้ในการนำมาเล่นเกมส์มากที่สุด รองลงมาคือใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูล เช็คอีเมล์ เช็คข้อมูลข่าวสาร  และใช้งานพวก Facebook , Twitter  โดยอันดับรั้งท้ายคือ ใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book

แต่ประโยชน์สุดๆ ของเจ้า Tablet PC นี้คือการใช้อ่านหนังสืออิเลคทรอนิคส์ หรือ E-Book สำหรับท่านที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า E-Book  ผมขอเล่าคร่าวๆ ให้ฟังสักนิดนะครับ เจ้า E-Book นี่ก็หน้าตาเหมือนกันกับหนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มๆ บนกระดาษนี่ล่ะครับ  แต่จะต้องอ่านผ่านหน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอของ Tablet PC  ซึ่งมีขนาดหน้าจอใหญ่พอๆ กับหนังสือจริงๆ เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถอ่านได้ในที่มืดได้อีกด้วยโดยใช้แสงสว่างจากจอเข้ามาเป็นตัวช่วย

ปัจจุบันนี้เริ่ม มีการใช้ Tablet PC ในแวดวงการศึกษากันอย่างคึกคักเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่นในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงขั้นลงทุนซื้อ Table PC แจกให้กับนักเรียนเพื่อใช้แทนหนังสือในรูปแบบเดิมๆ  ทั้งนี้เพราะTablet PC จะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือและตำราเรียนได้อย่างมากมาย อีกทั้งยังทำให้การปรับปรุงเนื้อหาตำราเรียนสามารถทำได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอหนังสือเป็นเล่มๆ หมดแล้วค่อยพิมพ์ใหม่แบบเดิมๆ อีกต่อไป   เพราะหนังสือต่างๆ ที่อยู่บน Tablet PC นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออิเลคทรอนิคส์ที่ถูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอล จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

Tablet PC หนึ่งเครื่องนั้นสามารถบรรจุหนังสือได้เป็นพันๆ เล่ม โดยผู้อ่านสามารถเลือกเล่มไหนขึ้นมาอ่านก่อนก็ได้ ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของTablet PC คือการเชื่อมโยงครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา เข้าด้วยกันผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนหมดไป ครูอาจารย์ และนักเรียนนักศึกษา สามารถอยู่กันคนละที่แต่เข้ามาเรียนพร้อมกันแบบเห็นหน้าเห็นตาผ่านทางกล้องที่ถูกติดตั้งมาบนTablet PC ได้  จึงทำให้การเรียนการสอนทางไกลเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และเข้าไปถึงกลุ่มคนทุกชั้นไม่ว่าจะอยู่ในชนบทห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

Image

สำหรับในประเทศไทย สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มมีการแจก Tablet PC ให้กับนักศึกษาใหม่แล้ว รวมทั้งในปี พ.ศ.2555 นี้ก็ได้มีการแจก Tablet ให้กับเด็กป. 1 แล้วด้วย แต่การนำไปประยุกต์ใช้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนเพราะยังต้องอาศัยการพัฒนาโปรแกรมมารองรับรวมทั้งเนื้อหาตำราในรูปแบบ E-Book ที่จะต้องมีจำนวนมากกว่านี้  ในขั้นนี้ Tablet PC ในไทยจึงอาจเป็นได้แค่เครื่องมือที่ไว้จูงใจนักศึกษาหรือสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับมหาวิทยาลัยก่อน  แต่ในอนาคต เมื่อราคาจำหน่ายของ Tablet PC ถูกลงกว่านี้จะมีจำนวนของหนังสือตำราเรียนต่างๆ ทยอยเข้าสู่E-Book มากขึ้น รวมทั้งจะมีการพัฒนาโปรแกรมเพื่อรองรับการอ่าน E-Book แบบไทย ๆ มากขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นTablet PC จะกลายเป็นช่องทางใหม่ ที่เปลี่ยนรูปโฉมการเรียนการสอนและการกระจายความรู้ให้เข้าถึงคนไทยได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียวครับ

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://portal.in.th และ http://www.it24hrs.com ครับ)

โนเกียเปิดตัวโครงการ Weee Can Do

โนเกียเปิดตัวโครงการ Weee Can Do

Image

                จากการสำรวจล่าสุดของโนเกีย พบว่าทั่วโลกมีโทรศัพท์มือถือเก่ามากถึง 44% ที่มักจะถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักที่บ้านโดยไม่ได้นำไปรีไซเคิลและโดยเฉลี่ยคนหนึ่งคนจะเป็นเจ้าของโทรศัพท์ 5 เครื่อง แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่นำโทรศัพท์มือถือไปรีไซเคิล ดังนั้น โนเกีย จึงได้ร่วมมือกับฟิวเจอร์พาร์ค และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินโครงการ Weee Can Do เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้นำโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช้แล้วมาเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

                โนเกียได้เชื่อมโยงให้ผู้คนมีบทบาทในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน นับตั้งแต่การผลิตโทรศัพท์มือถือจากวัสดุที่สามารถนำกลับไป ใช้ใหม่ได้ 100% จนถึงกิจกรรมรณรงค์การรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือที่มีมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งมีผู้บริโภคนำโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริมทุกชนิดที่ไม่ใช้แล้วมารีไซเคิลเป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี สำหรับในปีนี้ โนเกียได้ประสานความร่วมมือกับฟิวเจอร์พาร์ค ซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ชั้นนำของไทย จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการรีไซเคิลโทรศัพท์มือถือในวงกว้าง

                โครงการ Weee Can Do ซึ่งเป็นโครงการสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้นำหลักการ Reduce Reuse และ Recycle มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การปรับสภาพน้ำใช้แล้วมาใช้ใหม่ การลดปริมาณขยะ ทั้งยังเป็นการร่วมดูแลโลกและประเทศของเราด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและร่วมกันลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม เพียงนำโทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เสริมที่ไม่ใช้แล้ว ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ พร้อมติดชื่อ ที่อยู่ มาหย่อนใส่กล่องรีไซเคิลของโครงการ Weee Can Do ชั้น B, G, 1 และ 3 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และรับสิทธิลุ้นโทรศัพท์มือถือโนเกียใหม่ฟรีทันที ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 กันยายน 2555

                นอกจากนี้ ทุก 1 เครื่องที่ได้รับผ่านกล่องรีไซเคิล โนเกียจะร่วมบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศลต่อไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Weee Can Do ได้ที่ โนเกีย แคร์ ไลน์ 0-2255-2111 หรือเว็บไซต์ http://www.futurepark.co.th

Image 

                “โครงการ WEEE Can Do with Future Park & Nokia” จัดขึ้นโดยความร่วมมือจาก 3 องค์กรใหญ่ที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ อันได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ, บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขยะที่เป็นมลพิษ พร้อมเรียกคืนซากผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่ ตลอดจนที่ชารต์โทรศัพท์มือถือ นำมารีไซเคิล ภายใต้โครงการ “ทำดีเพื่อแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 สามารถเข้าร่วมโครงการ โดยนำโทรศัพท์มือถือเก่า เขียนชื่อ, ที่อยู่, หมายเลขโทรศัพท์ แปะติดกับตัวเครื่อง แล้วมาหย่อนได้ที่จุดรับบริจาคแบตเตอรี่ และโทรศัพท์มือถือทั้ง 10 จุด อาทิชั้น B, G, 1, 2 และชั้น 3 ภายในศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ซึ่งโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่บริจาค โนเกียร่วมสมทบทุมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับโทรศัพท์โนเกียเครื่องใหม่!!

                ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าติดตามโครงการหนึ่ง เพราะการที่ทางโนเกียได้เปิดโครงการให้มีการนำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ไม่ใช้ไปทำการรีไซเคิลนั้น เป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรอย่างนึง และยังช่วยในการลดต้นทุนการผลิดสินค้าอีกด้วย และผู้ที่ไปร่วมงานก็ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับโทรศัพท์โนเกียเครื่องใหม่อีก ซึ่งถึงว่าโครงการนี้ คุ้มมาก มีแต่ได้กับได้ เพราะถึงแม้เราอาจไม่ได้มือถือใหม่ แต่เราก็ได้ช่วยลดจำนวนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างจำกัดได้

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.newswit.com/ และ http://www.siamturakij.com ครับ)

โทรศัพท์มือถือ BB กับสังคมไทยในปัจจุบัน

โทรศัพท์มือถือ BB กับสังคมไทยในปัจจุบัน     

จากการสำรวจที่จัดทำขึ้นโดยแมคแคนพัลส์ในชื่อ ‘Mobile Watch เจาะลึกวัฒนธรรมสมาร์ทโฟน’ สำรวจโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ชั้นนำของกรุงเทพฯ อย่าง จุฬาลงกรณ์ฯ ธรรมศาสตร์ เอแบค หอการค้าไทย ฯลฯ และผู้เริ่มต้นทำงาน พบว่าวัยรุ่นไทยกลุ่มอายุ 18-24 ปีใช้เวลากับสมาร์ทโฟนมากกว่ากลุ่มอายุ 25 ปีหรือคนทำงานทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้งานทันทีที่มีเวลาว่าง และการใช้งานด้านข้อมูลไม่ได้ทำให้อัตราการโทรศัพท์ด้วยเสียงลดลง

Image

“ความนิยมในเครือข่ายสังคมของวัยรุ่น ทำให้บีบีมาแรงที่สุดในวัยรุ่นไทย เพราะบีบีตอบโจทย์ด้านเครือข่ายสังคมได้มากกว่า เด็กบางคนบอกเลยว่าโนเกียไม่ใช้ มีแต่คนแก่ใช้งาน ไม่มีบีบีเอ็ม เพื่อนฝูงก็ไม่ได้ใช้ ขณะที่บางคนซื้อไอโฟนมาก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องซื้อบีบีเพิ่มอีกเครื่องเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนคุยอะไรกัน”  -วฤตดา วรอาคม Consumer Insights Director จากบริษัท แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป (ประเทศไทย)

จากการสำรวจพบว่า วัยรุ่นไทยใช้งาน ‘บีบีเอ็ม’ หรือโปรแกรมแชตระหว่างเครื่องบีบีมากที่สุด รองลงมาคือเฟซบุ๊ก นอกนั้นเป็นแอปพลิเคชั่นย่อยๆ โดยวัยรุ่นไทยต้องการให้บีบีมีหน้าจอที่ดีขึ้น และอยากให้ไอโฟนสามารถสื่อสารกับบีบีได้

และจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน แบ่งออกเป็นผู้ใช้แบล็กเบอร์รี่หรือบีบีและไอโฟนกลุ่มละเท่าๆ กันโดยไม่จำกัดโอเปอเรเตอร์ ผลการสำรวจพบว่าราคาที่วัยรุ่นไทยพึงพอใจจ่ายเพื่อซื้อสมาร์ทโฟนคือ 10,000-15,000 บาท ราคาการใช้งานข้อมูลอยู่ที่ 300-600 บาท ราคารวมค่าโทรศัพท์อยู่ที่ 500-1,000 บาท

ผลสรุปสำคัญจากการศึกษาครั้งนี้คือ สมาร์ทโฟนกลายเป็นหน้าจอหรือสกรีนที่กลุ่มวัยรุ่นมองเห็นบ่อยที่สุดในชีวิต ประจำวัน วิธีที่นักการตลาดจะสามารถเข้าถึงวัยรุ่นผู้มีความเป็นส่วนตัวสูงและต้องการ ประสบการณ์ใหม่ๆ เชื่อว่าน่าจะเป็นการใช้นานาแอปพลิเคชั่นสมาร์ทโฟนที่โดนใจวัยรุ่น ซึ่งแมคแคนมองว่านี่คือสัญญาณที่ชี้ว่าแคมเปญการตลาดของแบรนด์สินค้าวัยรุ่น จะเริ่มให้ความสำคัญกับสมาร์ทโฟนมากขึ้นในช่วง 4-5 ปีนับจากนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่สมาร์ทโฟนจะมีราคาถูกลงจนกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้งานในวง กว้าง

ทุกวันนี้ โทรศัพท์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคนไทยจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นบัตรประจำตัว ประชาชนอีกใบหนึ่งเลยทีเดียว และการใช้งานนั้นมากกว่าบัตรประจำตัวด้วยซ้ำ ยิ่งวัยรุ่นยิ่งหนัก บางครั้งเจอกันไม่คุยกัน พอจากกันก็บอกว่าจะโทรหา แล้วจึงค่อยโทรคุยกัน  เดี๋ยวนี้อีกอย่างหนึ่งที่เพิ่มเข้ามามีบทบาทมากคือสังคมออนไลน์  ที่ดังๆก็ MSN facebook และ twitter  โทรศัพท์มากมายที่รองรับการทำงานแบบสังคมออนไลน์ เด่นดังมากก็คือ blackberry และ iphone บางกลุ่มแม้มานั่งกันอยู่ต่อหน้า กลับกดพิมพ์ข้อความส่งหากันแทนที่จะคุยกัน
และที่ สำคัญคือ มารยาทการใช้โทรศัพท์ของสังคมไทย ถือว่าต่ำทรามมาก แม้แต่สนทนาอยู่กับผู้ใหญ่ พอโทรศัพท์ดังขึ้นกลับหันไปรับโทรศัพท์ แม้เข้าที่ประชุมก็ไม่ปิดเสียง เป็นต้น
เคยมีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านพูดถึงคนรับโทรศัพท์ทั้งๆที่กำลังคุยอยู่กับท่าน “เขาคุยกับเราแท้ๆ พอโทรศัพท์ดัง เขากลับหันไปคุยกับโทรศัพท์เฉยเลย อยากรู้จังว่า ไอ้นั่น(โทรศัพท์) มันสำคัญกว่าเราถึงขนาดไหนกัน” ซึ่งนั่นมันก็จริงของท่าน  ถ้าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายก็ว่าไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่… บางประเทศอย่าว่าแต่คุยโทรศัพท์เลย ในงานเลี้ยงสังสรรค์ในหมู่เพื่อน เพียงพกโทรศัพท์ไปก็เป็นการเสียมารยาทแล้ว

สังคมออนไลน์ สังคมแห่งโลกไซเบอร์ โลกไซเบอร์คือโลกเสมือนจริง  แต่ไม่ได้จริงเท่าโลกที่เราเป็นอยู่นี้ เมื่อเรามีโลกที่เป็นจริงให้เราอยู่ ให้เรามีสังคม ทำไมจึงจะต้องไปพึ่งโลกเสมือนจริงนั่นจนมากมายด้วย โลกเสมือนจริงควรเป็นแค่ของเล่นยามว่างมิใช่หรือ หรือว่าคนจะพยายามทอดทิ้งสิ่งที่เป็นจริงของตนเอง แล้วใช้ชีวิตอยู่กับโลกจอมปลอมด้วยความภาคภูมิใจ.
ในปัจจุบัน เหล่าสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาททางสังคมมากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่ง ขึ้น และนี่คือยุคแห่งเทคโนโลยี 3G ที่ยังไม่หยุดนิ่ง ในขณะเดียวกันนั้น ผู้รับหรือผู้เสพเทคโนโลยีก็ทำหน้าที่เลือกว่า ตนเองนั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า สิ่งที่มีประโยชน์ก็มีผลเสียต่อเราเช่นกัน

กล่าวคือ ผลกระทบของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่สามารถบดบังตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ให้หมดไปได้ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสนั่นคือ การแชตผ่านมือถือที่ฮิตกันมาก ในช่วงปี 2005 เป็นต้นมา จากนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างแย่งกันเจาะตลาดโดยการนำเข้า I – phone3G Nokia Samsung และ Black Berry หรือ BB รุ่นต่างๆ แต่ทาง BB นั้น ได้นำเหล่าเซเลบฯ หรือคนดังมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำ ให้ประเทศไทยในขณะนี้เกิดปราฏการณ์ของ BB ขึ้น ซึ่งทำให้ใครต่อใครในสังคม ได้ทำพฤติกรรมเลียนแบบที่จะต้องมีสมาร์ทโฟนแบบนี้ติดตัวไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกคิดว่า เอ้าต์ หรือตกเทรนด์

Image

ความ โดดเด่นของ BB ที่มีมากกว่าโทรศัพท์อื่น ด้วยโปรแกรม BlackBerry Messenger หรือ BBM ที่สามารถแชตกันได้เฉพาะสมาร์ทโฟนของยี่ห้อนี้เท่านั้น จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ ได้เล็งเห็นว่า ปัจจุบันการสื่อสารโดยการพูดคุยกับคนรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เวลาไปรับประทานอาหารกับเพื่อน คนใช้ BB บางคน ก็จะเอาแต่นั่งกดอยู่กับโทรศัพท์โดย ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รอบข้าง ซึ่งจากแต่ก่อนคนเราเจอกันต้องคุยกัน หรือบางคนนั่งข้างๆ กัน แต่กลับใช้ Social Network แทนที่จะสื่อสารกันแบบ Face to Face.

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  (http://atcloud.com , http://guru.google.co.th และ http://www.wiseknow.com) ครับ


 

โทรศัพท์มือถือกับชีวิตประจำวัน

โทรศัพท์มือถือกับชีวิตประจำวัน

          ทุกวันนี้ โลกไร้พรมแดนไม่ใช่เรื่องในจินตนาการอีกต่อไป เทคโนโลยีทางการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์  โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ มือถือ แท๊ปเล็ต ต่างก็เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิตมนุษย์

          ในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ต (Internet) ได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว จากเมื่อก่อนจะใช้ได้เฉพาะภายในสำนัก และองค์กรของรัฐเท่านั้น แต่ขณะนี้ อินเตอร์เน็ตหาได้ทั่ว ๆ ไป เพียงแค่มี เครื่องคอมพิวเตอร์ พีซี โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ มือถือ แท๊ปเล็ต  ที่พอจะมีประสิทธิ์ภาพในการรองรับการเชื่อมต่อ ก็สามารถเข้าสู่โลก ไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย ชีวิตในโลกไซเบอร์ ทุกคนล้วนมีสถานะอิสระ ได้เป็นเท่าที่ตัวเองต้องการ และอยู่บนพื้นฐานที่มีทั้งความเป็นจริง และ ความหลอกลวงปะปนอยู่ในนั้น และ ณ เวลานี้ เหมือนชีวิตประจำวันได้เชื่อมโยงกับไซเบอร์จนแทบจะแยกกันไม่ออก เว็บบล็อกก้าวเข้ามาสู่ชีวิต เปรียบเสมือนเส้นสายใยระหว่างผู้คน เพื่อนสนิท และเพื่อนร่วมโลก เพียงแค่สร้างบล็อกก็เท่ากับได้เข้าไปยังโลกของผู้คนนับล้าน ๆ อย่างรวดเร็ว

     Image

          ซึ่งในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือเอง ก็สามารถ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก และ ง่ายดาย โดยผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง 3G หรือ Wi-Fi (ซึ่งในบางพื้นที่ในประเทศไทยตอนนี้มีเปิดให้ใช้สัญญาณ 3.5 G และ 4G แล้ว) และถึงแม้ว่าจะมีค่าบริการเพิ่มขึ้น แต่ก็หาใช่เรื่องที่ต้องให้คิดหนัก เพราะการจ่ายเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป โดยเฉพาะวัยรุ่น ถึงแม้วัยรุ่นจะไม่สามารถหารายได้ด้วยตัวเอง หากมีผู้ปกครองสนับสนุนและพร้อมที่จะจ่ายให้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่อาจจะเพราะวิถีชีวิตในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปการทำมาหากินรีบเร่ง และไม่มีเวลาจะดูแล ครอบครัวด้วยตัวเองจึงทำให้ต้องพึ่งพาอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเพื่อนทดแทน

          นอกจาก การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ที่เป็นที่นิยมใช้แล้ว ยังมีการใช้ระบบบริการการสื่อสารทางเทคโนโลยีทางอื่นอีก อาทิ การส่งข้อความที่เรียกว่า Short Message Service (SMS) เป็นการส่งข้อความตามระบบเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้ สะดวก รวดเร็ว แต่สามารถส่งได้เฉพาะข้อความเท่านั้น หากต้องการส่งข้อความพร้อมกับรูปภาพ หรือ ภาพเคลื่อนไหว ต้องส่งผ่านระบบการส่งข้อความมัลติมีเดีย หรือ Multimedia Messaging Service (MMS) การส่งแบบนี้สามารถให้ความชัดเจนเพราะมีพร้อมทั้งข้อความและภาพประกอบ ปัจจุบันเป็นที่นิยม ค่าใช้จ่ายในการส่งก็มีการปรับลด พร้อมทั้งมีโปรโมชั่นให้เลือกใช้มากมาย เป็นการกระตุ้นการใช้งานของกลุ่มผู้บริโภคได้ดีทีเดียว

Image

          รวมทั้งผู้ที่รักการ Chat, เขียน Blog หรือเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook , Twitter  ในปัจจุบันนี้สามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้บน โทรศัพท์มือถือได้ เพียงแค่ ทำการ Download โปรแกรมนั้น ๆ ลงบนอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ เท่านี้คุณก็จะไม่พลาดการ Chat กับเพื่อนรู้ใจหรือคนรัก, การเขียนบล็อก Blog , การอัพเดตสถานะบน Facebook การติตตามข่าวสารที่รวดเร็วบน Twitter

          ซึ่งหลายๆอย่างที่ได้กล่าวมานี้ ได้แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือได้มามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของเรามาก ต่างจากเมื่อก่อนที่เราใช้เพียงแค่โทรหรือรับสาย หรือส่งข้อความหาเพื่อนๆคนรู้จัก แต่ในปัจจุบันได้มีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเพิ่มเติมอีก ไม่ว่าจะเรื่องของโซเชียลเน็ตเวิร์ค การจองตั๋วหนังหรือตั๋วเครื่องบินออนไลน์ผ่านมือถือซึ่งก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายบนโทรศัพท์มือถือ และอื่นๆอีกมากมาย

(ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.stou.ac.th ครับ)